HELLO SUNSHINE!

HELLO SUNSHINE!

แดดเมืองไทยไม่เป็นสองรองชาติใดในจักรวาลเช้ามาเดินจากMRT มาทำงานก็คือเริ่มการเผาไหม้ไปเล้ยยยสาวๆกลายคนก็หาร่มมากาง (สถานการณ์จริงจากMRT ลุมพินีจ้า) คือเอาร่มมากางตอน 8 โมงเช้าอะแต่เราเป็นคนไม่พกร่มหนะสิวิธีจัดการก็คือต้องหากันแดดคุณภาพดีดี


เข้าเรื่อง ! เมื่อปีก่อนอาจจะจำกันได้บ้างนะที่พี่ตูนวิ่งแล้วแฟนสาวพี่ก้อยก็ไปวิ่งด้วยตากแดดตากฝนหน้าพี่ก้อยยังเป๊ะไม่หมองไม่คล้ำไม่ดำไม่กร้านเลยจนมีหลายๆคนถามกันว่าพี่เค้าใช้กันแดดยี่ห้ออะไรถามกันไปถามกันมาคำตอบจากปากพี่ก้อยก็คือ Supergoop!

และวันนี้ก็มีโอกาสได้ทดลองใช้Supergoop! เซ็ทใหญ่เลยจ้าาจริงๆได้มาสองอาทิตย์แล้วแต่ตามคอนเสปก็คือต้องใช้ก่อนดิได้มาแล้วรีวิวเลยคือจะรีวิวแพคเกทรึไงไม่ได้ๆนี่ใช้มาทุกตัวแล้วมาดูกันว่ามีอะไรบ้างงง

Supergoop! Play : เริ่มด้วยEveryday Sunscreen Broad Spectrum SPF50ตัวนี้ใช้ทาตัวแขนขาหน้าก็ได้! คุ้มค่ามากกกกเนื้อครีมสีขาวไม่เหนียวทาแล้วไม่มันไม่เป็นคราบอันนี้ดีมากไม่ไปเลอะติดกระเป๋าจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆตัวนี้สามารถกันน้ำกันเหงื่อได้โดยเค้าระบุไว้ว่าอยู่ได้ประมาณ80 นาทีถ้าต้องทำกิจกรรมที่มีเหงื่อผ่านชั่วโมงไปก็เติมๆหน่อยแล้วกัน


Unseen Sunscreen
: ตัวนี้เป็นกันแดดที่ทำออกมาเพื่อผิวหน้าโดยเฉพาะBroad Spectrum SPF40กันน้ำและเหงื่ออย่างต่อเนื่องได้นาน40 นาทีตัวนี้จะมีลักษณะขุ่นๆไม่มีกลิ่นสามารถใช้เป็นmakeup base ได้เลยช่วยปกปิดรูขุมขนในระดับหนึ่งลองใช้มาอาทิตย์นึงมีความmakeup ติดทนด้วยนะจ้ะไม่ธรรมดาจริงๆ


Invisible Setting Powder
ปกติเป็นคนไม่ชอบทาแป้งนะคือทาแค่กันแดดกับรองพื้นเพราะเป็นคนหน้าแห้งคือแฮปปี้มากเวลาหน้ามันแต่ฤดูร้อนในไทยอะเธอจ๋าบางทีก็ร้อนไป๊หน้าไม่ได้ฉ่ำวาวโกลว์ๆเด้อเค้าเรียกหน้าเยิ้มเลยจ้าก็เลยต้องพวกแป้งซะหน่อยได้ตัวนี้มาเป็นแป้งTranslucent ตัวนี้ใช้ได้กับทุกสีผิวเลยจ้าแถมยังมี SPF45 ด้วยกันเหงื่อด้วยจะมีตัวแปรงปิดออกมาแล้วก็ปัดๆได้เลยใช้ง่ายพกง่ายแต่ว่าก็อาจจะต้องระวังอย่าเผลอเปิดฝาทิ้งไว้แล้วโยนลงกระเป๋าไม่งั้นน้องเป๋าอาจจะได้รับแป้งกันแดดไปใช้แทน


Acai Fusion Lip Balm
: ลิปจะมาพร้อมกับ Broad Spectrum SPF30 ปากก็ต้องกันแดดตัวนี้มี Shea Butter ด้วยเพิ่มความชุ่มชื้นผิวปากไม่แห้งกร้านทาลิปก็ติดไม่ตกร่องอิอิ


Glow Stick
 : อันนี้เป็นแท่งๆชื่อก็บอกว่าเป็นแท่งที่ทำให้เราโกลว์สายหน้ามันต้องผ่านไปก่อนยกเว้นว่าอยากจะฉ่ำวาวก็เติมเข้าไปตามโหนกแก้มสันจมูกไหล่ไหปลาร้าซึ่งแน่นอนว่ามี SPF50 นอกจากสวยฉ่ำวาวแล้วเค้าก็กันแดดด้วยนะที่สำคัญไม่อุดตันด้วยแหละ


Defense Refresh Setting Spray
 : ปิดท้ายการรีวิวด้วยสิ่งนี้ ชอบมากกกกกกกกกกกกก มากแบบมากๆ เป็นคนที่ไม่ชื่อมั่นใน Setting Spray ใดๆฉีดไปแล้วก็งั้นๆแต่ตัวนี้คือฉีดแล้วรู้สึกว่า makeup ติดทนมันเหมือน.. Complete ทุกสิ่งที่ทำมา ฮือออทำไมเพิ่งเจอกันนะที่สำคัญสดชื่นมากๆแถมยังมี Broad Spectrum SPF50 อีก ระหว่างวันนี่ก็เอามีฉีกๆเพิ่มความสดชื่นอะอันนี้คือกล้าพูดเลยว่าดีชอบ!

ทั้งหมดทั้งมวลนี้หาซื้อได้ที่ SEPHORA THAILAND เลยจ้าา 🙂 

My Everyday make up gear ♡

My Everyday make up gear ♡

Make up กับสาวๆ เป็นของคู่กัน ถ้าให้พูดถึงตอนที่เป็นแอร์อยู่ โอ้โห.. แต่งหน้าพร้อมโชว์มากจริงๆนะ

หลังจากที่ถอดปีกมาเป็นสาวออฟฟิศก็แต่หน้าน้อยลงมากกกก (นี่ก็มากแล้วนะ)

แน่นอนว่าทำงานประจำ มันก็ต้องสวยประจำเหมือนกัน วันนี้เลยอยากจะแชร์ item โปรดปรานที่ใช้แต่งหน้ากับชีวิตภาคพื้นดินกันค่า

Makeup base : ต้องบอกว่าปกติเป็นคนไม่ค่อยใช้ Makeup base เลยยยย เพราะเคยใช้ยี่ห้อนึงแล้วมันอุดตัน (หรือเราล้างหน้าไม่สะอางเองอะ..) และเป็นคนหน้าแห้งด้วย makeup base บางยี่ห้อเวลาทาแล้วมันให้ความรู้สึกแห้งมากๆ นี่รู้สึกไม่ประทับใจ จนล่าสุดได้ทดลองใช้ เจลปลาคาร์ป-วอเตอร์แมกเนต เจลเบส ของ RAN เนื้อเจลจะเป็นสีใสเลย ไม่ขุ่นเหมือนยี่ห้อทั่วๆ สัมผัสแรกคือรู้สึกถึงความชุ่มชื่น ทาลงไปที่หน้าแล้วไม่เหนอะหนะ ซึมลงอย่างรวดเร็ว ไปศึกษาข้อมูลมาเค้าบอกว่าเค้าคือเจลปลาคาร์ป เป็นเหมือนตัวเคลือบความชุ่มชื่นให้กับผิวเรา แล้วยังป้องกันแสงสีฟ้าด้วยจ้า ก็เหมือนเป็นครีมบำรุงพวกสกิินแคร์อะไรทำนองนี้ เรานั่งเล่นคอมทั้งวันเลยอะ หมายถึงทำงานๆอะเธออ ไม่ได้อู้เลย เอ้ออออ กลับมาที่แสงสีฟ้า แสงสีฟ้าเนี๊ยยะ เป็นสาเหตุของความแก่ กระ และฝ้าด้วยเธอ น่ากลัวมากระวังกันด้วยนะคุณสาวๆ ตัวนี้ก็ลงหลังจากทาครีมบำรุงและกันแดดได้เลยค่า อันนี้ดีมากอย่างที่บอกคือนางเป็นทั้งเมคอัพและสกินแคร์ บางครั้งไปออกกำลังกายตอนเช้าก่อนไปทำงานก็ขี้เกียจแบกสกินแคร์อันหนักอึ้งไป พกเจลปลาคาร์ปไปตัวเดียว รู้เรื่อง!! ใช้มาซักพักแล้ว ประทับใจมากเว่อร์ มีที่ EveandBoy และ ตามลิงค์นี้จ้า RAN COSMETIC

CC Cream : ตัวที่ใช้อยู่ประจำคือ IT Cosmetic ถ้าเป็นปีก่อนคงต้องฝากญาติพี่น้องหอบหิ้วมาจากอเมริกา ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ที่ไทยมี stock ของแล้วจ้าาา Sephora ไท้แลนนนนด์ ดีใจมากกก แต่ !! ก็ยังไม่มีสีที่เราใช้อยู่ดี (Medium Tan) แต่ดีใจกับสาวๆคนอื่นนะ เราจะได้แบ่งปันความสวยแล้วอะ คอนเสปของนางคือ Your Skin but Better เออแล้วคือมัน Better จริงๆนะ ปกปิดได้แต่ไม่หนาอะ งงเหมือนกัน เวลาใช้ตัวนี้ไม่ต้องให้เยอะเลย นี่ใช้แค่ครึ่งปั้มด้วยซ้ำไป

Contouring / strobing : แน่นอนว่าคอนทัวหน้า เฉดหน้า ไฮไลท์หน้า เทรนด์มาจากบ้านคาแดเชี้ยน ยอมรับแบบไม่อายนะคะว่าเราเป็นแฟนคลับบ้านนี้ ดูตั้งแต่เคนดอลกับไคลี่ยังวิ่งเล่นเลี้ยงลูก

และร็อบยังเป็นนายแบบ กาลเวลาผ่านไป ร็อบพองลมเฉยเลยอะ เคนดัลเป็นนางแบบ ส่วนไคลี่ลูก 1 ไป แม่คิมเหรอคะ ลูก 3 แล้วจ้าาา

แรกเริ่มก็คือเป็นแฟนคลับ Kylie Cosmetic ซื้อมันทุกสีเลยลิปอะ มีอยู่ปากเดียวเนี่ย ต่อมาแม่คิมก็ออก KKW makeup โดยเน้นพวกเครื่องเฉดหน้า รีวิวจากหลายๆที่บอกว่านางคือที่หนึ่ง ไอ้เรามันก็เป็นคนเชื่อคนง่ายด้วยอะ กดสั่งเลยจ้าาา ผิวสีน้ำผึ้งอย่างเราก็ต้องสี Medium ค่ะ คู่ควรสุดๆ ลักษณะมาเป็นแท่ง พกพาสะดวก ประทับใจไม่หนักกระเป๋า เนื้อครีมมี่มากๆ เกลี่ยง่าย มีสองแท่ง แท่งนึงจะเป็น Contour อีกแท่งจะเป็น Highlight มาคู่กับ แปรงเฉพาะของนางเอง มีหัวแปรงและฟองน้ำอันนี้ก็ใช้ง่ายสะดวกจริงๆแม่คิมไม่ได้จ้างมาเชียร์ค่ะอันนี้ ฮ่าๆ

Brush on : เมย์เลือกใช้ 3CE เพราะ Packaging ค่ะ อันนี้พูดกันตามตรงก็มันน่ารักอะ สำหรับสีนี้เป็นสีที่สาวผิวสีเข้มก็ใช้ได้นะคะ เนื้อครีมมี่เช่นกัน มาพร้อมกับพัฟเฉพาะ ปาดง่ายเกลี่ยง่ายแถมลายก็น่ารักอะะะ

Eye brow : เพราะคิ้วคือมงกุฎของหน้า ตอนเด็กๆงงมาก ทำไมไม่มีใครสอนให้เขียนคิ้ว ทุกวันนี้ไม่มีคิ้วแล้วไม่มั่นใจเลย อะไรก็ได้ แต่จะไม่ได้ถ้าไม่มีคิ้ว ตัวนี้เป็นของ Anastasia ต้องซื้อแปรงต่างหากนะคะ สีที่เมย์ใช้คือสี Chocolate ค่ะ อันนี้แล้วแต่คนชอบเลยบอกตามตรง บางคนชอบดินสอ บางคนชอบแบบลิควิด ตอนนี้คิดว่าที่ไทยยังไม่เอาเข้ามาขายนะคะ แต่มีร้านทำคิ้วเคยเห็นที่ Central Embassy ถ้ามีงบก็ว่าจะไปลองใช้บริการ

Eye Liner : บางวันใช้บางวันก็ไม่ใช้ค่ะ อันนี้เป็นของ Kylie ช่วงนั้น น้องเค้าออกไรมา นี่ไล่ซื้อตามหมด เสื้อผ้าก็ซื้อ เคสมือถือก็ซื้อ เป็นบ้าค่ะ 555 กลับมาที่ Gel Eyeliner ตัวนี้ เนื้อค่อนข้างลื่น วาดง่าย แต่.. ก็จะเลอะง่ายถ้าไม่เป้ะ (เลอะบ่อยเลยอะ เป็นคนมือสั่นด้วยแหละ)

Mascara : Maybelline New York push up drama เลย เป็นแพหนาดุจดั่งขนตาสิงโตเชิด ตัวนี้ไม่เลอะระหว่างวันค่ะ แต่จะแอบล้างยากนิดๆ อาจจะต้องซื้อ eye remover มาคู่กัน

Lip : ตัวนี้ซื้อแล้วต้องสีซ้ำ 3CE เจ้าค่าแม่นาย สีนี้เคยบอกในเพจไปว่าใช้แล้วหมด มันดีจริงๆ เข้ากับผิวปากและสีผิวเรามากๆ (ไม่มีใครบอกหรอก เราคิดเอง 555) เนื้อแมทที่เราโปรดปราน ไม่แห้งมากจนเกินไป สี #116 INKED HEART

ใครชอบอันไหน ใช้อันไหน แชร์กันได้นะคะ

สงสัยอะไรเพิ่มเติมก็ถามพี่ได้เลย ถามเถอะ อยากตอบ : )

 

HITCHIN LAVENDER

HITCHIN LAVENDER

Camping


หน้าร้อนแบบนี้นักท่องเที่ยวหลายคนก็จะนึกถึงความงามของดอกไม้
(ที่ประเทศอื่น ที่ไม่ใช่ในไทยอะ ร้อนอย่างงี้อะไรจะบานได้ หึหึหลายคนนึกถึงฮอกไกโด ไปดูลาเวนเดอร์ กินเมลล่อน พรีออเดอร์ขนม เครื่องสำอางค์.. ไหนจะเพลิดเพลินกับอาหารการกินที่หลากหลายอีก เพราะฉะนั้น..


วันนี้เราจะมาแนะนำการไปดูลาเวนเดอร์ที่อังกฤษ เอ๊า
!! ใช่ๆคนละทวีปกันเลยทีเดียว 
ก็อยากจะลองแนะนำดูบ้าง เผื่อใครมีงบเยอะหน่อย อยากจะไปแถวนั้น อิอิ จริงๆที่อังกฤษ เอาเป็นแถวๆลอนดอนแล้วกัน มีสวนลาเวนเดอร์ที่ดังๆ เปิดให้คนเข้าชมอยู่สองสามที่เลย ตัวเมย์เองเคยไปมาสองที่ คือ Mayfield กับ Hitchin โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าที่ Hitchin สวยกว่าค่ะ ขอแนะนำที่นี่

Processed with VSCO with f2 preset

ตอนนั้นพักที่ Holiday Inn Kensington มันอยู่ใกล้กับสถานี Gloucester Road เป็น Tube หรือว่า รถไฟใต้ดิน

เรานั่งไปลงสถานี Finsbury ประมาณ 25 นาที แล้วจากนั้นเราต้องเปลี่ยนไปเป็น Overground รถไฟฉึกฉักธรรมดา

ไปลงที่ Hitchin เลย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 25 นาที จากสถานีรถไฟนี้ ต้องเดินทางต่อด้วยบัส หรือ แท็กซี่

ซึ่งตอนที่ไปนั้นไปกันสามคน ก็เลยหารค่าแท็กซี่กัน บริเวณนั้นจะมีแท็กซี่จอดรออยู่ตลอดๆ

Processed with VSCO with f2 preset

ค่าเข้าชม Hitchin คือ 5 ปอนด์ ราคานี้รวมลาเวนเดอร์ที่คุณจะเอากลับบ้านด้วยนะ พอจ่ายตังค์เค้าก็จะมีถุงกระดาษและกรรไกรให้ อยากตัดเท่าไหร่ ตัดเล้ยยยย เอากลับบ้านไปเล้ยยย

Processed with VSCO with f2 preset
อาบแดดกันหน่อยย

หลังจากที่เราไปถึงจ่ายตังค์ได้ถุง ก็เดินเข้าไปในบริเวณที่ปลูกลาเวนเด้อ ซึ่งจะมีมุมอาบแดดเล็กๆให้ฝรั่งนั่งชิว
คนไทยคงไม่มีใครนั่งหรอกค่ะ เสียดายค่าไวท์เทนนิ่ง ฮ่าๆ  เราเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ และ..

หึ่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

เสียงผึ้งค่ะ ดัง มากกก ดังแบบดังหึ่มๆทั่วทั้งบริเวณ แล้วบริเวณเค้ากว้างมาก ด้วยเสียงดังขนาดนี้
มันจะมีผึ้งอยู่กี่ตัวกันแล้วเราเดินเข้าไปตามแนวลาเวนเดอร์ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก้มลงตัดดอกลาเวนเดอร์ใส่ถุง
กลิ่นลาเวนเดอร์หอมฟุ้งเลยค่ะ เหมือนกำลังล้างห้องน้ำอยู่ (อ่าวสรุปมันดีหรือไม่ดีอะ)

จริงๆแล้วเราไม่ใช่แฟนคลับลาเวนเดอร์เลยนะ คือรู้สึกว่ามันฉุนๆ แต่ชอบดอกไม้ไง เป็นสาวหวาน ยอม..

Processed with VSCO with f2 preset
เก็บกันจริงจังมาก ไม่ได้แคร์ว่าจะเหลือเผื่อคนอื่นมั้ย

เมย์ : “แกๆ นั่งลงๆ เดี๋ยวถ่ายรูปให้ สวยแน่นอน

นี่ก็กะถ่ายเพื่อนสวยๆไง แล้วทันใดนั้น

เพื่อน : “เหยยย ตัวไรกัดไม่รู้อะ

ใช่ค่ะ ผึ้งต่อยที่ต้นขา ขาเราเหรอ ป่าวเลย ขาเพื่อน ไอ้คนที่เราบอกให้นั่งลงนั่นแหละ
คือต่อยเข้าไป ทะลุกางเกงไปเลยคุณ

นาทีนั้น เราก็เริ่ม.. มีความกังวลเกิดขึ้นแบบ เห้ย มันต่อยว้ะ คือตอนแรกอะ นึกว่าจะต่างคนต่างอยู่ไง
ประมาณว่าผึ้งเค้าจะคุ้นชินนักท่องเที่ยวอะแหละ (ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน ฮ่า ๆ ๆ)

แต่ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าผึ้งเยอะมากจริงๆค่ะ ถ้าจะไปอย่าฉีดน้ำหอมไปเยอะนะ

กูเกิ้ลมาเค้าบอกว่าผึ้งจะชอบตามคนที่หอมๆ อ่าว.. แล้วไม่ต่อยเราแสดงว่าเราเหม็น?

Processed with VSCO with f2 preset
รูปนี้ก็มีผึ้งอยู่สองตัว ลองสังเกตุดู

เราทุกคนตัดสินใจเดินกลับ.. ซะเมื่อไหร่ ถ่ายรูปต่อแบบไม่แคร์ผึ้งเลย (และเพื่อนที่โดนผึ้งต่อยไปเมื่อกี๊ด้วย)
เพื่อนเริ่มหน้างอค่ะคือก็คงเจ็บมากจริงๆนั่นแหละ แต่คือตัวมันเแงก็ไม่หยุดถ่ายรูปไง เราเห็นความพยายามของเพื่อน ก็เลยถ่ายต่อไปด้วย ฮ่าๆๆ

และ.. ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที

โอ๊ยยยย อีกแล้วอะ

ใช่ค่ะ ผึ้งต่อยอีกแล้ว ต่อยอีคนเดิมเลย คนที่แต่งตัวใส่ขายาวมา ต่อยตรงข้อเท้าเลย

เรากับเพื่อนสิงคโปร์อีกคนใส่กระโปรงสั้นกันมา เดินเริงร่าแบบผึ้งไม่แยแส

สรุปคนที่โดนแต่งตัวมิดชิดสุดเลย โดนไปเลยเต็มๆสองที

FF59F26E-608B-4AD6-8619-4EE5CED71DC2
เค้าก็ยังไม่หยุดถ่ายนะ ใช้คนที่โดนผึ้งต่อยถ่ายด้วยอะ

ยัง.. ยังไม่เข็ด เรามาแล้ว ก็ต้องถ่ายรูปให้ได้เยอะๆ เอาทุกมุม ทุกฟีลลิ่ง

จนในที่สุด 10 นาทีผ่านไป คือมันเริ่มร้อนแล้ว หิวมากด้วย และเพื่อนก็เจ็บที่โดนผึ้งต่อยมากขึ้นเรื่อยๆ

ประกอบกับเราทุกคนพอใจกับรูปถ่าย และลาเวนเดอร์ที่จะเอากลับบ้าน

เลยตัดสินใจเดินกลับไปพักที่ร้านขายของที่ระลึก แล้วโทรเรียกแท็กซี่มารับ 

Processed with VSCO with f2 preset
ลาเวนเดอร์ที่ตัดมาค่ะ

กลับไปถึงลอนดอน ไอ้คนที่โดนผึ้งต่อยที่ต้นขาและข้อเท้า มันก็ไม่กลับไปโรงแรมนะ เดินต่อค่ะ เดินช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ

แล้วช้อปเยอะมาก รองเท้าแปดคู่! (โอเคอันนี้เราเว่อร์ฮ่าๆๆนางให้กำลังใจตัวเองว่า “ไม่ค่อยเจ็บแล้วแหละ ไหวๆ”


จนเวลาประมาณ
5 ทุ่ม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

ไม่ไหวอะ โทรเรียกหมอแล้ว มาอยู่เป็นเพื่อนหน่อยดิ


โทรเรียกไปตอนประมาณ
4 ทุ่มกว่าๆ นี่ก็ไปรอ รอ รอ

เค้าว่ากันว่า หมอที่ลอนดอนเนี่ย หล่อนะ เคยได้ยินใครซักคนพูด

รอ รอ รอ จนหลับ หมอก็ยังไม่มา แล้วคุณหมอก็มาตอนเกือบตี 1 !!!!!!! นี่คือถ้าใกล้ตายคือก็ตายไปแล้วอะ

น่าจะปั๊มหัวใจ CPR ไปหลายรอบเลย เปิดประตูมา หมอที่ลือกันว่าหล่อคือ !!!
&(@%$*@:” ใครลือจะไปตีปากนะคะ มาเป็นอาแปะเลยคุณ แต่สำเนียงเค้าคือ British มากๆ


หมอให้น้องโบ
(นามสมมุติ)ลองเดินให้ดู เพื่อดูว่าจะเดินไหวมั้ยทำงานบินกลับไหวมั้ย

เอาจริงๆ ตีนมันบวมมากอะ และมันบอกว่ามันเจ็บมาก แต่เนื่องจาก..

มันช้อปไปเยอะมาก ถ้าบินกลับแบบไม่ทำงาน เงินจะลดลงครึ่งนึง..  

มันก็เลย แอ๊บเดินให้เป็นปกติที่สุด ซึ่ง.. หมอดูออกค่ะเพื่อนขา

หมอหันมามองหน้าเรา แล้วสื่อสารด้วยพลังจิตว่า ดูเพื่อนมึงดิ

สุดท้ายหมอก็ให้ยา ทั้งยากิน ยาทา แล้วนางก็ได้บินกลับทำงาน economy class
เครื่องลำใหญ่ยักษ์ A380 กลับมาถึงสิงคโปร์อย่างทุลักทุเล

Processed with VSCO with f2 preset
คนไหนที่เราเม้าส์อยู่ให้ทาย

 จบ.

สรุปคือจะเม้าส์เพื่อนอะแหละ

อ้ะ อ้ะ อ้ะ  ใครสนใจอยากจะตามไป สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.hitchinlavender.com/ ค่ะ : )

Processed with VSCO with f2 preset

SEVEN SISTERS

Seven Sister

Processed with VSCO with t1 preset

ช่วงนี้เมื่อประมาณปีที่แล้ว ตอนนั้นยังทำอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอยู่สายการบินห้าดาวอันดับหนึ่งอันดับสองของโลก ได้มีโอกาสไปเที่ยว Seven sister หน้าผาสีขาวติดริมทะเลแห่งเมือง Sussex

ไปคนเดียว ใช่ค่ะ ไปคนเดียวเกือยทุกที่อะแหละ T.T

ณ ตอนนั้น เราเป็นคนเต็มที่กับการเที่ยวมากๆนะ เต็มที่จนบางทีไม่ประมาณตัวเอง โดนแฟนว่าหลายครั้ง เพราะไม่นอน แลนด์แล้วออกเที่ยวเลย แล้วสุดท้ายก็คือ.. ป่วย กลับมาไทยทีก็เดี๊ยง เหตุผลที่ดูแล้วเห็นแก่ตัวก็คือในหัวก็คิดว่าไม่ได้จะเป็นแอร์ไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ไปตอนนี้ จะได้ไปตอนไหน (แล้วก็จริง มีหลายที่ที่อยากไปแต่ยังไม่ได้ไป)

อ่าว.. บ่นอะไรหละ พาไปเที่ยวสิเห้ยยย

มา !! Seven Sisters คืออะไร ไหนลองเล่าดู

Seven Sisters คือหน้าผาหินสีขาว อยู่ทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษ การเดินทางจากลอนดอนก็คือ หาทางไป Brighton ให้ได้ก่อน ตอนนั้นเราพักอยู่แถวๆ Shepherd’s Bush ก็เลย Google หาทางไปโดยเริ่มจากจุดนั้น โดยเปลี่ยนรถครั้งเดียวที่ Clapham Junction แล้วก็นั่งไปอีก 50 นาทีก็จะถึง Brighton พอดีค่ะ

เดินออกมากหน้าสถานีรถไฟ จะเห็นว่ามีตู้ขายตั๋วรถบัส ของ Brighton&Hove ซึ่งเป็นบัสที่จะเดินทางไป Seven Sisters Country Park ซื้อเลย สำหรับไปกลับ คุณลุงที่ตู้ใจดี เค้าจะแนบตารางเดินทางของรถบัสมาให้ด้วย ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามเวปไซต์นี้ค่ะ

http://www.buses.co.uk/page.shtml?pageid=1345

Processed with VSCO with t1 preset

จุดขึ้นรถบัสจะอยู่ที่ Portland Street Stop M นะคะ ให้เลือกบัส 12A ค่ะ เพราะจะถึงเลยไม่ต้องต่อ

บัสนี้จะวิ่งเลียบริมทะเลไปเรื่อยๆ ซ้ายมือเป็นเนินเขาทุ่งหญ้า ขวามือเป็นทะเล หืมมม เหงาได้ที่เลยค่ะ นั่งไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะถึง ใครมีน้ำเตรียมน้ำ มีขนมเตรียมขนมมาเผื่อได้เลยค่ะ

1 ชั่วโมงนิดๆผ่านไปก็จะถึง Park Centre ลงที่ป้ายนี้ได้เลย บริเวณนั้นจะมี Visitor Centre ให้เราสอบถามทาง ซื้อแผนที่ โปสการ์ด ของฝากเล็กๆน้อยๆ

Processed with VSCO with t1 preset

หลังจากสอบถามทางกับคุณป้าที่ Park Centre แล้ว ก็เริ่มออกเดินทาง โดยป้ากางแผนที่ แล้วอธิบาย ลองจินตนาการรูปตัว U ปลายหางด้านซ้ายถ้าเราเดินไปจะเป็นฝั่งหน้าผา คือเราจะยืนอยู่ใต้ผาเลย แต่ปลายฝั่งด้านขวาจะเป็นจุด View Point เราจะมองเห็นผาสีขวาทั้งหมดยาวๆ อ๊ะอะ ถ้าคิดจะไปขวาแล้วกระโดดมาซ้ายเลย ไม่ได้ค่ะ มีน้ำกั้นไว้

ถ้าหนูอยากเห็นวิว Seven sissters ทั้งหมด หนูต้องเดินเส้นนี้นะคะ ไปที่ Seafort Head View Point หนูจะได้เห็นวิวที่มันสวยมาก โอ้ มาย ก้อด

ป้าบอกก๊อด นี่ว่าก็ต้องก๊อดแหละ ไหนมันใช้เวลาเดินนานแค่ไหนคะป้า

เดินไปครึ่งชั่วโมง เดินกลับอีกครึ่งชั่วโมง

ตอนนั้นในใจคิด โอ๊ยย ไม่เชื่อป้าหรอก เราเดินเร็วได้ เดี๋ยวไปดูวิวนี้ แล้วเดินกลับมาอีกที่ดูวิวอีกฝั่งก็ได้ เราเดินค่อนข้างเร็ว แม้ขาเราจะสั้นมากก็ตาม

IMG_4311

เริ่มออกเดินทางเลยค่ะ อากาศของเกาะอังกฤษนี่ เป็นที่เลื่องลือนะคะว่านางเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอด ตอนเช้าก่อนเดินทางนี่ก็ฝนตก ฉะนั้นปกติเวลาไปลอนดอนคือจะพกร่มติดกระเป๋าตลอด วันนี้ก็เช่นกัน ฝนตกเหรอคะ? ป๊าววว แดดแรงมาก อ่าว.. แล้วปูเรื่องฝนตกมาทำไมอะ.. แล้วไปถึงบ่ายสองอะคุณคิดดู อะในใจคิดว่ามาแล้ว ไหนๆก็ไหนๆ เดินเลยๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก

Processed with VSCO with t1 preset

เอาจริงๆ มันถึงหวะ คือไกลใช้ได้เลย เส้นทางเดินค่อนข้าง.. ไม่ง่ายอะพูดงี้ก็แล้วกัน คือเหมือนเดินอยู่บนคันนา มีพงหญ้าให้เดินเบี่ยงหนีบ้าง แล้ว.. สิ่งมีชีวิตที่เดินเส้นนั้นคือ.. หญิงสาวชาวไทย 1 คน กับฝูงแกะ นี่ไม่ได้มาเลี้ยงแกะนะบอกไว้ก่อน เป็นคนพูดจริง ไม่ได้มีแต่งเติม อิอิ

ตอนนั้นก็แอบคิดนะว่าทำไมต้องมาลำบากอะไรแบบนี้ด้วยน๊ออออ เช้านั้นก็วิ่งมา 10 กิโลกว่าๆที่ Hyde Park แล้วกระแดะมาเที่ยวอีก (นี่ไงสาเหตุที่โดนว่าอะค่ะ)

Processed with VSCO with t1 preset

ถึงจุดหมายแล้วก็ยังไม่พอ ยังต้องเดินขึ้นเนินไปอี้กกก เอาว้ะ ก็ต้องขึ้นนะ มาถึงแล้วนี่ พอขึ้นไปถึง ก็ไม่ผิดหวังค่ะ วิวสวยมาก สวยจนอยากให้แดดมันอ่อนลงกว่านี้นิดนึงมั้ยอะ จะได้นั่งชิลอีกหน่อย อ่อๆ ไม่ได้ใช่มะ อากาศอังกฤษต้องตามใจเค้าเน้อะ

Processed with VSCO with t1 preset

ถ่ายรูป Selfie จนพอใจก็เดินกลับ.. อีก 30 นาที เล็กน้อย.. ทำงานบนเครื่องบินหนักกว่านี้อีก เอาหละ เราก็เริ่มกระบวนการเดินกลับ ในใจตอนนั้น อยากจะข้ามน้ำที่มันตัดผ่านมาแล้วไปอีกฝั่งเลย ทำไมต้องมาเดินย้อนไปย้อนมา ทำไมไม่ทำทางข้ามให้เลยฮ๊ะ จริงๆเล้ยยย

Processed with VSCO with t1 preset

พอเดินมาถึงจุดที่เป็นฐานตัว U คือ.. จะถอดใจแล้ว ไม่ดงไม่ดูมันแล้วมั้ยผาสีขาวๆอะ เดินไปก็ไม่มีใครถ่ายรูปให้อยู่ดี ไปทำไม มาเหนื่อยทำไมคนเดียว อยากร้องไห้มากๆ นั่นแหละค่ะ มันคือสภาพจิตของคนที่เหนื่อย เหนื่อยมากจริงๆนะ แต่แล้วก็สู้สิคะคนดี มาครั้งเดียว ไม่มีปัญญามาเองแล้วเด้ออ เดินอีก เดิ๊น!!

Processed with VSCO with m3 preset

เส้นทางนี้เป็นที่นิยมกว่าอีกเส้นที่เราเพิ่งเดินกลับมา คนนิยมกว่ามาก ทั้งคน ทั้งหมา เต็มไปหมด ระหว่างทางก็จะมีคนนั่งปิ๊กนิก นั่งอ่านนั่งสือ ไม่แน่ใจว่าตั้งใจนั่ง หรือเหนื่อยแล้วนั่งพัก จริงๆก็อยากนั่งบ้าง แต่ต้องทำเวลา นี่ก็ปาไปสามโมงแล้ว เดินไปได้ครึ่งทาง เอ๊า ดันเป็นหาดหิน เดินยากขึ้นไปอีก จะเดินเร็วก็ไม่ได้ เดินช้าก็ไม่ทัน ตกลงนี่ควรมามั้ยอะ ฮือออออออ เดินมาถึงจะเงยหน้ามองผา สว่างจ้าหยี๋ตาเบอร์ 10 ไปเลย รูปที่ถ่ายมาคือไม่ชัดสักรูปเลยแหละ

Processed with VSCO with t1 preset

อยากกลับไปแก้ตัวอีกอะ.. ตดใส่ไว้แล้ว เดี๋ยวก็ได้กลับไปแหละ

ทำไมเป็นคนแบบนี้อะ.. ฮ่า ๆ ๆ ๆ

Aoyama Flower Market

My all time favorite cafe goes to.. Aoyama Flower Market

จะพูดว่าเป็นคาเฟ่ซะทีเดียวก็ไม่ถูก เป็นร้านดอกไม้ก็ไม่เชิง Aoyama Flower Market คือร้าน.. ขายดอกไม้ที่มีส่วนของคาเฟ่อยู่ข้างหลังจริงๆเค้าเรียกว่า Tea house  เมนูเครื่องดื่มจะเน้นไปที่ชา มีทั้งชาเขียว ชาขาว ชาดำ และ infused tea

ร้านนี้ตามรอยเพื่อนอีกที ครั้งแรกที่ไปก็เมื่อสงกรานต์ปี 2015 เปิดอินสตาแกรมเพื่อน เปิดแผนที่แล้วก็นั่งรถไฟไปลง Omotesando จะไปจากสายไหนก็ได้ ไปลงสถานี Omotesando พอ (เหมือนจะมีประโยชน์เลยอะ ฮ่าๆๆ) ทางออกมีสองตัวเลือกค่ะ

  • ทางออก A4 ขึ้นมาปุ๊บ ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ร้านอยู่ในตึกที่เป็นอิฐสีแดงๆค่ะ
  • ทางออก A5 ขึ้นมาจากทางออกแล้ว ร้านจะอยู่ฝั่งเดียวกันเลยค่ะเดินไปทางซ้ายมือ

ร้านเปิดตั้งแต่ 11 โมงนะคะ ถ้าไม่อยากรอคิวนานก็.. ไปเช้าๆหน่อยก็จะดี

image

 

ครั้งแรกที่ไป ไปถึงก่อนร้านเปิดอีก ก็เลยไม่ต้องรอนาน ด้านหน้าของร้านเป็นร้านขายดอกไม้ค่ะตามชื่อร้านเลย ซึ่งจริงๆแล้ว ดอกไม้ที่เค้ามีจะไม่ได้เหมือนกันทุกวันนะคะ ใครอยากซื้อดอกไม้ ดมดอกไม้ ก็มาได้ ดูเฉยๆเค้าก็ไม่ว่าค่ะ จะมาแค่ถ่ายรูปก็ตามใจเลย (จริงๆนะ)

image

รูปบรรยากาศอาจไม่ได้เรียงตามวันเวลาที่ไปนะค่ะ ไปมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง (แบบไปที่อื่นบ้างก็ได้มั้ง)

image

ในร้านก็จะเป็นบรรยากาศเขียวๆ วางแจกันดอกไม้เล็กๆไว้ตามโต๊ะ ซึ่งเท่าที่ไปแต่ละครั้ง ดอกไม้ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆค่ะ ทำให้นึกถึงเพื่อนคนนึง จริงๆผู้หญิงกับดอกไม้ควรเป็นของคู่กัน แต่..เพื่อนคนนี้กลัวดอกไม้ค่ะ เป็นสาวสวย(ในแบบของตัวเอง)ที่กลัวดอกไม้ งานแต่งงานนี่ ไม่มีสิทธิ์ได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปแน่นอนค่ะ และที่สำคัญมันมาร้านนี้ไม่ได้แน่ๆ

image

ไปคนเดียวก็ไม่ต้องเขินนะคะ มีส่วนที่เป็นเคาท์เตอร์บาร์ริมหน้าต่าง นั่งมองออกไปข้างนอกได้ชิวๆ ไม่ต้องเกรงสายตาว่า เอ๊ะะะ ทำไมไม่มีใครคบ

image

 

วันแรกที่ไป เปิดเมนูปุ๊บ.. อื้อหือออออ อยากกินไปหม๊ดเลย ขนมน่ากินทั้งนั้น ซึ่งจุดขายของเมนูที่ร้านคือขนมของที่นี่จะมีส่วนประกอบหรือไม่ก็ตกแต่งด้วยดอกไม้ เมนูก็จะมีทั้งขนมและbrunchเล็กๆ แบบกินแล้วอิ่ม.. ไม่มาก.. แต่เตื่องจากวันนั้น สวาปามอาหารเช้ามาซะเต็มอิ่ม ก็เลยสั่งแค่ชากับparfaitค่ะ เป็นไอติมวนิลา วิปครีม เจลลี่ แล้วก็มีดอกกุหลาบแห้ง ซึ่ง.. ก็กินเข้าไป

image

วันแรกไปแล้วติดใจ เช้าวันรุ่งขึ้นก็ตื่นไปใหม่ คราวนี้มีการฝากท้องจริงจังเลยค่ะ สั่งเป็น open sandwich แฮม ไข่ บล็อคโคลี่ ที่มาพร้อมกับสลัด แล้วก็ชาเลือกได้ 1 อย่างมาเป็นเซ็ท ถ้าจำไม่ผิด.. น่าจะ 1980 เยน อะไรทำนองนี้ค่ะ ขนมปังนุ่มอร่อย ชาก็หอม ดี๊ดี

image

และแน่นอนว่ากินคาวก็ต้องกินหวานค่ะ สั่งมาเป็น Toast จำชื่อไม่ได้ จำได้แค่ว่ามันอร่อย ความนุ่มของขนมปัง ความหวานของไอติม แต่ยี่ไม่ได้กินดอกไม้นะ จริงๆคงกินได้แหละ

image

ครั้งที่สองที่ไป เป็นช่วงประมาณเดือนกรกฎาค่ะ ดอกไม้ก็เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

image

แม้แต่ toast ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ส่วนตัวแล้ว ชอบแบบคราวที่แล้วมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยชอบสับปะรด

image

ชาที่สั่งก็ลองเปลี่ยนเมนูด้วย เวลาสั่งชา ที่ร้านจะมีนาฬิกาทรายเล็กมาให้ค่ะ ตั้งไว้รอเวลาว่าพอทรายหมดแล้วค่อยดื่ม ถ้าเร็วไปอาจจะจาง

image

ครั้งที่.. สี่ผ่านเวลาไปครึ่งปีค่ะ ช่วงประมาณต้นปีนี้เอง มีไฟลท์บินโตเกียว แต่พักที่โยโกฮาม่าแต่ถึงกระนั้นระยะทางไม่ใช่ปัญหา นั่นรถไฟยาวๆมาแล้วจ่ะ

 

image

 

เริ่มด้วยของคาว

image

ของหวานก็เป็น toast เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเปลี่ยนเป็นส้มและ chocolate sauce

image

และครั้งล่าสุด เมื่อเดือนมีนาที่ผ่านมานี่เอง สั่ง brunch เมนูใหม่ onion soup มีสลัด และพาสต้ามาให้เล็กๆ แต่ก็อิ่มใช้ได้เลยค่ะ

 

image

ส่วนของหวานครั้งนี้ มาในตีมซากุระค่ะ เป็น sponge cake มีเจลลี่ ไอติมแล้วก็ granola มาด้วยคือ.. อยากกินหลายอย่างใช่มะ เลือกไม่ถูกใช่มะ มาเลย สั่งเมนูนี้

image

ถามว่าเบื่อหรือยังกับร้านนี้.. ยังค่ะ ไปกี่ทีก็ไม่ได้กินอะไรเดิมๆ จริงอยู่ว่าร้านเดิมที่เดิม โต๊ะเดิม แต่เมนูเค้ามีหมุนเวียนมาใหม่ตลอด อาจจะเสียเวลาชีวิตนิดนึงที่ต้องมาที่เดิมๆกับ.. เมนูคราวก่อนที่ชอบ ไม่มีแล้วอะะะะะ

แล้วจะพยายามรวบรวมร้านของกินมาฝากอีกนะก้ะ ตอนนี้เดินทางสายกิน 😛

image

Lip Kit Kylie ♡

ตั้งใจว่าจะทำบล็อกนี่เป็นบล็อกท่องเที่ยว.. แล้วก็เปิดบล็อกด้วยรีวิวลิปสติก (เออดี..) เป็นการเริ่มต้นแบบสวยงามเพราะเกี่ยวกับของสวยๆงามๆ

หลายคนคงจะรู้จัก Kyie Jenner น้องสาวต่างพ่อของ Kim Kadashian ซึ่งตอนนี้พ่อ Bruce Jenner กลายเป็นแม่อีกคนนามใหม่ว่า Caitlyn Jenner ไปแล้ว ปวดหัวกับบ้านนี้จริงๆ ถามว่าดูมั้ยรายการของครัวนี้ ตอบเลยว่าดู ฮ่าๆ

ถึงไหนละนะ อ๋อ .. Kylie ถ้ายังนึกไม่ออกอีก เอางี้ เธอเป็นน้องสาวของ Kendall Jenner นางแบบแห่งทุกแบรนด์บนโลกนี้ แม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าไทย CPS ก็ไปคว้าตัว Kendall มาเป็นพรีเซนเตอร์ได้สำเร็จ

นึกไม่ออกอีก? Google มั้ย ลองดูๆ

กลับมาที่ Kylie คือก่อนหน้านี้คนก็ไม่ได้ใส่ใจนางเท่าไหร่ จนกนะทั่งเธอไป ฉีดปาก ! ไปเติมปากให้ดูอวบอิ่ม เพราะเธอบ่นมาเสมอว่าปากเธอบางไม่เหผ้นเหมือนคนอื่นๆในครอบครัวเลย หลังจากนั้นสื่อต่างๆก็ประโคมข่าวโฟกัสปากเธอ ไม่ว่าใช้ลิปสีอะไร ยี่ห้อไหน คนก็จะแห่ไปซื้อตามจน Sold out นี่ไม่ได้กุข่าวนะ ไคลลี่พูดเองในรายการ Keeping up with the Kadashians

ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจทำลิปสติกของตัวเองออกมา ล็อตแรกที่ออกมา หมดภายในไม่กี่นาที emotional มาก น้ำตาไหลผ่าน snapchat กันเลยทีเดียว แน่นอนว่า ล็อตแรกพลาด! ซื้อไม่ทัน

คืนหนึ่ง ก่อนจะบินในเวลาเช้าตรู่ ส่วนมากเวลาบินเช้า เราจะนอนไม่หลับเพราะมันกังวลกลัวไม่ตื่น นอนกลิ้งๆ กดๆดู Snapchat แล้วก็ไปเจอว่ากำลังจะเปิดขายลิป คำนวนเวลาแล้ว.. ดึกๆที่นี่ ที่นู้นก็น่าจะเช้าพอดี อะๆๆๆ ลองดูหน่อย ลองกดไป 6 สี … รู้ตัวอีกที จ่ายเงินไปแล้ว

อาทิตย์กว่าๆผ่านไป เปิดตู้จดหมายมา มาส่งเลยจ้าาาา

image

 

เปิดกล่องมาแบบนี้ค่ะ ทั้ง 6 สีมาถึงแล้ว ในแต่ละกล่องไม่ได้มีแค่ลิปนะคะ เค้ามี Lip liner มาให้ด้วย ราคาอยู่ที่ 29 $ ค่ะ

image

KOKO เป็นสีแรกที่ลองค่ะ ชมพูนู้ดๆ ปกติไม่เคยทาแนวนี้

image

ตามมาด้วย CANDY ค่ะ สีนี้ จะเข้มกว่า COCO ขึ้นมาหน่อยนึง ชอบสีนี้มากก

 

image

มาที่ POSIE  สีนี้ชอบบบบบบมาก (สรุปชอบทุกสี) แต่คือสีนี้ทาแล้ว มันเป็นสีที่ทาตอนทำงานได้ด้วย แล้วแมชกับสีเล็บที่มีอยู่ด้วยอะเอาไปสิบดาว

image

 

 

แดง MARY JO สีนี้แดงแบบ.. คือยังไงดีปกติชอบแดงเข้มกว่านี้ แต่ด้วยความที่เนื้อลิปดี ให้โอกาสค่ะ

image

DOLCE เป็นสีที่ไม่คิดจะใช้นะ แต่ทาออกมา เอ้ออออใช้ได้นะ แต่ๆ ถ้าทาแต่ลิปไม่แต่งหน้า ไม่ได้นะคะเด็กๆ จะมีคนนำเราส่งแผนกฉุกเฉินนะคะ

image

ตามหามานานมากสีแบบนี้ TRUE BROWN มันน้ำตาลจริงๆค่ะ ยอมใจนาง

 

image

 

ละนี่ก็คือทั้ง 6 สีที่บังเอญกดซื้อมาได้ทัน คริคริ~ พูดถึงด้วยคุณภาพ ตัว Lip Liner เนื้อลื่นเขียนง่ายมากๆค่ะ เคยใช้ของ M.A.C มันจะเขียนยากกว่านี้ แต่อันนี้ลื่นปื้ดดลื่นปื้ดด เราชอบแบบนี้นะ ส่วนตัวลิป เนื้อจะมีความเหนียวอยู่ แต่ไม่มากขนาดกลอสทั่วไป และก็ไม่ได้เหลวเท่า Lime Crime ของ Lime Crime นี่เหมือนน้ำเลยทีเดียว แต่อันนั้นก็ชอบนะ แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้ว Lime Crime อยู่ที่ 20$ ไม่ได้มี Lip liner ให้ เอ๊ะ.. หรือแบบนี้เท่ากับว่าไคลลี่นางบังคับซื้อ Lip liner  แล้วอะ.. ดีนะที่มันดี หึหึ

ความติดทน.. 6 สีนี้ใช้เวลาทาแล้วลบอยู่ชั่วโมงหน่อยๆค่ะ ติดแน่นมากๆ คือใช้ makeup remover wipe ยังไม่ค่อยจะออก แต่พอลองปล่อยให้นางแห้งซักพัก ลองใช้ wipe ถูๆวนๆ (เบาๆนะเธอ) นางหลุดมาเป็นขุยๆเลยหละ

สรุปเลยนะว่า.. ซื้อทันก็ซื้อ แต่ถ้าซื้อไม่ทันลองดู Colourpop ค่ะ เค้าว่ากันว่าโรงงานเดียวกับ Lipkit Kylie เลย แต่ตอนนี้.. คาดว่าจะขอห่างกับเครื่องสำอางซักพัก เพราะหลังจากกดซื้อเจ้านี้ไป ไปเสียหลักให้กับ Sephora อีก อย่าให้พูดถึงราคา ฮือออออออออ~